วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ไอรอนแมนตัวจริง อีลอน มัสก์
นายอีลอน มัสก์ ถือว่าเป็นผู้ประกอบการแบบเต็มตัว (entrepreneur) เป็นซีอีโอพันล้านและผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆในการประกอบธุรกิจที่ได้รับการยกย่องมากจากแวดวงธุรกิจและแวดวงเทคโนโลยี เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท PayPal บริษัทที่ทำธุรกรรมการเงินทางอินเตอร์เนท เป็นเจ้าของบริษัทเทสล่า บริษัทที่ผลิตแผงโซล่า โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นทางเลือกใหม่ของการใช้พลังงานแทนน้ำมัน และการตั้งบริษัทสเปส เอ็กซ์ ที่ผลิตจรวดเดินทางไปยังอวกาศ หรือส่งมนุษย์ไปลงบนดาวอังคารเพื่อสร้างอาณานิคมใหม่ นายอีลอน มัสก์ เป็นทั้งนักฝันและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน
นายแอชลี แวนซ์ ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้ขอสัมภาษณ์นายอีลอน มัสก์ เขาตื๊ออยู่นานพอสมควร จนนายอีลอน มัสก์ ตัดสินใจให้สัมภาษณ์และได้นัดพบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง นายแอชลี แวนซ์ จำได้ว่า ประโยคแรกที่นายอีลอน มัสก์ ถามเขาคือ?
“คุณว่าผมเป็นคนบ้าเสียสติไปหรือเปล่า ?”
อีลอน มัสก์ เป็นคนมีวิสัยทัศน์ ที่ถูกเปรียบกับโธมัส เอดิสัน เฮนรี ฟอร์ด โฮเวิร์ด ฮิวส์ และสตีฟ จ๊อบ มากไปกว่านั้น อีลอน มัสก์ ถูกมองว่า เขา คือบุคคล ที่กำลังพยายามนำเอานวนิยายวิทยาศาสตร์ ให้ออกมาเป็นความจริงให้ได้
และความจริงแล้ว ชีวิตจริงของนายอีลอน มัสก์ เปรียบได้กับชีวิตในละครภาพยนต์อย่างนายโทนี สตาร์ค จากภาพยนต์ Iron Man ที่ได้ถูกสร้างมาแล้วสามภาคด้วยกัน(ภาคต่อไป Iron Man จะต้องทำการต่อสู้กับฮีโร่อีกคนอย่าง Captain America)โดยผู้แสดงเป็น Iron Man คือนายโรเบิร์ต ดาวนี่ จูเนียร์ และผู้กำกับภาพยนต์ Iron Man คือนาย จอน แฟโรได้เคยพบกับนายอีลอน มัสก์ และชื่นชมในตัวอีลอน มัสก์มาก ฉากของภาพยนต์เรื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากบริษัทของนายอีลอน มักส์ โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวกับห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์
อีลอน มัสก์ เกิดในประเทศแอฟริกาใต้ โดยที่คุณปู่คุณย่าของเขา ดั้งเดิมเป็นคนแคนาดา แต่ด้วยหัวใจที่ชอบผจญภัย ทั้งสองและลูกๆได้ขับเครื่องบินเองจากแคนาดา ผ่านประเทศต่างๆ แล้วไปสิ้นสุดการเดินทางที่ประเทศแอฟริกาใต้และได้ตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศนั้น น่าจะเป็นไปได้ว่า นายอีลอน มักส์ ได้รับอิทธิพลจากปู่ของเขา ที่ทำให้เขาเป็นผู้มีจิตใจของการผจญภัย
อย่างไรก็ตาม ตอนเด็กๆเขามักถูกรังแกจากเด็กเกเรหลายคนที่โรงเรียนในเมือง พริทอเรีย(Pretoria) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศแอฟริกาใต้ เขาต้องเจ็บตัวจากการถูกรังแกหลายครั้งด้วยกัน บางครั้งถึงกับต้องไปนอนโรงพยาบาล และหลายครั้งเขาก็ถูกพ่อของเขาเอง ทำร้ายร่างกายและจิตใจเขา รวมถึงตอนที่เขาเริ่มโตเป็นวัยรุ่น เขาก็ได้เผชิญกับรัฐบาล ที่ตอนนั้นแอฟฟริกาใต้ ถูกปกครองด้วยรัฐบาลคนผิวขาว ที่ทำการกดขี่รังแกคนผิวดำอย่างทารุณ ประสบการณ์เหล่านี้ มีผลต่อจิตใจเขามาก ทำให้เขาต้องพยายาม 'หนี' จากโลกแห่งความจริงที่เขาต้องเผชิญอยู่ทุกวันตอนที่เขายังเป็นเด็ก การหนีความเจ็บปวดที่มีต่อจิตใจเขาในเบื้องต้น คือการอ่านหนังสืออย่างหนัก ตอนเด็กๆเขาสามารถอ่านหนังสือได้ถึงสิบชั่วโมงอย่างต่อเนื่องในช่วงวันหยุด ตอนที่ยังอยู่ในชั้นประถม เขามักจะไปห้องสมุดเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง จนกระทั่งห้องสมุดปิดทำการลงเวลาหกโมงเย็น เขาทำเช่นนี้ทุกวัน หนังสือส่วนใหญ่ที่เขาชอบอ่านมาก คือหนังสือประเภทแนววิทยาศาสตร์ ที่พยากรณ์ถึงอนาคตกาล หนังสือเหล่านี้ ได้มีผลต่อจิตใจเขาเป็นอย่างมาก มีอิทธิพลต่อเขาอย่างมากในเรื่องการเดินทางไปอวกาศ หรือการใช้พลังงานที่มาจากแสงอาทิตย์ ที่ไม่ต้องอาศัยพลังงานที่มาจากน้ำมัน
คุณสมบัติอย่างเช่นการอ่านหนังสือได้อย่างยาวนานถึงสิบโมงนั้น ทำให้เขาสามารถควบคุมตัวเอง ให้สามารถสร้างสมาธิได้เป็นอย่างดี และสมาธิที่เขามีนั้น ทำให้เขาได้นำไปใช้ต่อไปเมื่อตอนที่เขาเป็นหนุ่มและต่อการทำงานของเขา คือถ้าเขาได้ให้ความสนใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว เขาก็จะไม่ยอมละจากสิ่งนั้นเป็นอันขาด หลายคนเปรียบเทียบนายอีลอน มัสก์ว่ามีอุปนิสัยและความเป็นอัจฉริยะเช่นเดียวกับนายสตีฟ จอบส์ บุคคลที่มีวิสัยทัศน์และมีความมุ่งมั่น หนังสือเล่มนี้ กล่าวว่าสิ่งที่นายอีลอน มัสก์ ต่างกับสตีฟ จอบส์ ตรงที่ว่า สตีฟ จอบส์ ทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตนเองกำลังสนใจเป็นเรื่องๆไป คือสตีฟ จอบส์ ให้ความสำคัญกับบริษัทแอปเปิ้ล มากกว่าบริษัท Pixar ที่เป็นของสตีฟ จ็อบส์
แต่นายอีลอน มัสก์ ให้ความสำคัญกับบริษัทของเขา คือSpace X, Teslar, และ Solarcity เท่ากันหมด และสตีฟ จ็อบส์ เมื่อหมดความสนใจต่อสิ่งที่เขาทำแล้วนั้น เขาก็ไม่ให้ความสำคัญกับมันอีกต่อไป แต่อีลอน มัสก์ เป็นบุคคลแบบ 'กัดไม่ปล่อย'ต่อสิ่งต่างๆที่เขาทำหรือกำลังกระทำอยู่ บางคนมองว่าการที่เขาสามารถให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่อย่างกัดไม่ปล่อยนั้น ว่าอาจจะเป็นอาการของเด็กที่เป็นออทิสติค คือมีความคิดที่หมกมุ่นในตนเองอย่างผิดปกติ และการที่เขาเป็นบุคคลที่หมกมุ่นต่อสิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่ จึงทำให้ผู้ร่วมงานของเขา โดยเฉพาะพนักงานของเขา มองว่าเขาเป็นบุคคลที่ชาเย็น มีอัตตาแรงมาก จากการที่ตวาดไล่พนักงานอย่างไม่มีเยื่อใย
ในขณะเดียวกัน สำหรับเพื่อนของเขา โดยเฉพาะอย่างนายแลร์รี่ เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทกูเกิล ได้กล่าวว่า ในฐานะเป็นเพื่อนแล้ว นายอีลอน มัสก์ เป็นบุคคลที่อบอุ่นมาก และทำให้คนรอบข้างรู้สึกดีเวลาอยู่ใกล้เขา แม้ว่าเพื่อนหลายคนมองว่า อีลอน มัสก์ เป็นนักฝันเหลือเกิน อย่างเช่นโครงการณ์จรวดโคจรในอวกาศ หรือการเดินทางไปดาวอังคาร ว่าเป็นโครงการเกินฝันสำหรับคนหลายคน หรือการที่อีลอน มัสก์ มีความต้องการที่จะให้การเดินทางในอวกาศในอนาคตนั้น จะกลายเป็นโครงการ low-cost เหมือนอย่างสายการบิน low-cost ในปัจจุบัน โดยที่อีลอน มัสก์ มองว่ามันจะต้องเป็นไปให้ได้ หรือ โครงการรถยนต์ เทสล่า ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ว่าถ้าโครงการดังกล่าวสำเร็จ รถยนต์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันอีกต่อไป เพราะบริษัทรถยนต์ Tesla ของเขา จะมีสถานีเติมพลังงานไฟฟ้าให้กับรถยนต์ทั่วสหรัฐอเมริกา และในอนาคตโลกอาจจะมีสถานีเติมพลังงานรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก รวมถึงการใช้แผงโซล่า ที่ใช้พลังงานแสง
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น